ANTIF Product
Cosmaprof on Mobile
free counters
UserOnline
1 User Browsing This Page.
Users: 1 Guest
StatPress
Visits today: 94
Total Visits: 69829

Posts Tagged ‘ฝ้า’

AHA,BHA,CHA,PHA ประเภทของกรดผลไม้ในปัจจุบัน

กรดผลไม้ (Hydroxy Acid) ได้มีการพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย โดยได้นำกรดผลไม้มาใช้ในการช่วยเพิ่มหรือเร่งอัตราการหลุดลอกของเซลล์ผิวหนังชั้นนอก เพื่อแก้ไขปัญหาผิวหน้าหยาบกร้าน รอยดำ ฝ้า ริ้วรอยเหี่ยวย่น หรือรอยหลุม โดยอาจจะผสมในครีม ด้วยความเข้มข้นแตกต่างกัน หรือแพทย์ผิวหนังได้นำมาใช้ในการทำ Peeling เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาผิวพรรณมากขึ้น นอกจากจะใช้ทาเพียงอย่างเดียว
กรดผลไม้ ในปัจจุบัน มีหลายชนิด จำแนกในปัจจุบันได้ดังนี้

AHA, BHA, CHA, PHA ประเภทของกรดผลไม้ในปัจจุบัน

AHA, BHA, CHA, PHA ประเภทของกรดผลไม้

1. AHA (Alpha-hydroxy acid) คงเคยได้ยินกันบ่อยๆ นะครับ เป็นกรดผลไม้ชนิดแรก ที่นำมาใช้ในการรักษาปัญหาผิวพรรณ โดยมีความเข้มข้นแตกต่างกันในการใช้ประโยชน์ โดยมากในเคาน์เตอร์ความงาม จะพบเห็นแพร่หลาย ในส่วนประกอบของครีมบำรุง โดยมักจะผสมในความเข้มข้น ไม่เกิน 10 % การที่จะผสมให้ความเข้นข้นสูงกว่านี้ จะถือว่าเป็นยา ดังนั้นจะพบได้เฉพาะในคลินิกผิวหนังเท่านั้น นอกจากนี้ ประสิทธิภาพของ AHAs ยังขึ้นอยู่กับค่า pH (ความเป็นกรดด่าง) โดยถ้ายิ่ง pH ต่ำจะมีประสิทธิภาพดีกว่า pH สูงแต่ก็ระคายเคืองผิวหนังมากกว่า และไม่เหมาะที่จะใช้กับผิวแพ้ง่าย(sensitive skin)

2. BHA (Beta-hydroxy acid) เป็นกรดผลไม้อีกชนิดหนึ่ง ที่ออกมาสู่ท้องตลาด ในเวลาไม่กี่ปีมานี้ BHA เป็นสารพวก organic aromatic compound ( ไม่มีคำแปล เป็นภาษาทางเคมีนะครับ) ซึ่งมี hydroxy group ที่ beta position (ขณะที่ AHA มีที่ alpha positions) ซึ่งสารตัวนี้ จะละลายในไขมันจึงซึมแทรกลงไปในรูขุมขนได้ดี ทำให้บางคนอนุมานว่าจะดีกว่า AHAs ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ต้องอยู่ที่จุดประสงค์ในการใช้แก้ปัญหา คือ AHA จะเหมาะกับการทำให้เซลล์ผิวหนังชั้นนอกหลุดลอกได้ดี หลังใช้ทำให้ผิวหน้าขาวขึ้น ริ้วรอยลดลงผิวหน้านุ่มขึ้น แต่ BHA จะเหมาะกับการรักษาผิวหน้าที่ลึกกว่า ใช้แก้ปัญหาการหลุดลอกของสิวอุดตัน สิวเสี้ยน และกระชับรูขุมขน เพราะ BHA สามารถลอกผิวหนังบริเวณที่มีต่อมไขมันมากได้ดีกว่า AHA โดยเฉพาะบริเวณปลายจมูก นอกจากนี้ จากการทดลอง พบว่า BHA ไม่ทำให้เกิดการสูญเสียเกราะป้องกันของผิวหนัง (Transepidermal water loss) จึงใช้ได้ในคนที่ผิวแพ้ง่าย

Read the rest of this entry »

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับฝ้า

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับฝ้า

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับฝ้า

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับฝ้า

1. ฝ้าที่เกิดจากการตั้งครรภ์ โดยการกินหรือฉีดยาคุมกำเนิดอาจหายได้เองหลังคลอดหรือหลังหยุดใช้ยาคุมกำเนิด (อาจใช้เวลาเป็นสองเท่าของระยะเวลาที่กินยาคุมกำเนิด เช่น ถ้ากินยาอยู่นาน 1 ปี ก็อาจใช้เวลาถ้า 2 ปี กว่าฝ้าจะหาย)

2. ฝ้าอาจมีสาเหตุจากโรคที่ซ่อนเร้นภายในร่างกาย เช่น เนื้องอกของรังไข่ โรคแอดดิสัน เป็นต้น นอกจากนี้ โรคเอสแอลอี ก็อาจมีผื่นแดงขึ้นที่แก้มคล้ายรอยฝ้าได้ ดังนั้นถ้าพบมีอาการผิดสังเกตอื่น ๆ เช่น อ่อนเพลีย เป็นลมบ่อย ปวดข้อ ผมร่วง เป็นไข้เรื้อรัง เป็นต้น ควรปรึกษาแพทย์

3. ยารักษาฝ้าบางชนิดอาจมีสารเคมีที่ทำลายเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) ทำให้หน้าขาววอกเป็นรอยแดงหรือเป็นรอยด่างอย่างน่าเกลียด ดังนั้น จึงควรระมัดระวังอย่าซื้อยาลอกฝ้ามาทาเองอย่างส่งเดช โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาที่โฆษณาว่าทำให้หายได้ทันที ยาลอกฝ้าที่ผสมสารปรอทอาจทำให้ฝ้าจางลงแต่อาจมีอันตรายจากการสะสมปรอทที่ผิวหนังและในร่างกายได้

Read the rest of this entry »

แก้ฝ้า…ระวังเพิ่มฝ้า

แก้ฝ้า...ระวังเพิ่มฝ้า

แก้ฝ้า...ระวังเพิ่มฝ้า

ในยุคนี้มีการตื่นตัวกันมาก ในเรื่องการรักษาฝ้า และมีตัวยาที่ปลอดภัยให้เลือกใช้มากมายหลายยี่ห้อ ผิดกับสมัยก่อนที่การรักษาฝ้าผูกขาดอยู่กับครีมไข่มุก ซึ่งเป็นครีมทาแก้ฝ้าในสมัยก่อนสั่งเข้ามาจากไต้หวัน มีส่วนผสมของสารปรอท และส่วนผสมบางอย่างของครีมที่ทำให้เกิดความแวววาว จึงเรียกว่าครีมไข่มุก

ครีมไข่มุกที่มีส่วนผสมของสารปรอท ซึ่งวงการแพทย์พบว่าทำให้เกิดอันตราย ทั้งคนเป็นฝ้าที่ซึ่งมารักษาและหญิงสาวที่ปรารถนาจะมารักษาและหญิงสาวที่ปรารถนาจะให้หน้าขาวผุดผ่อง ก็เลยซื้อครีมไข่มุกลอกฝ้ามาทาทุกวันเป็นครีมรองพื้น ก็ทำให้หน้าขาวสมใจ แต่หลังจากนั้นก็เกิดข้อแทรกซ้อนตามมา คือดวงด่างขาวที่ขึ้นมา เนื่องจากสารปรอทในครีมไข่มุกทำลายเซลล์สร้างสี ทำให้ผิวหนังส่วนนั้นขาดเม็ดสี เป็นเหตุให้เกิดจุดด่างขาวขึ้นมา สารปรอทจึงถูกห้ามใช้ และห้ามสั่งนำเข้ามาใช้ทำเครื่องสำอางในประเทศไทยอีกต่อไป

ดูเหมือนว่า ผลิตภัณฑ์รักษาฝ้าที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันที่ค่อนข้างจะปลอดภัย คือไฮโดรควิโนน แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ แพทย์ก็พบข้อแทรกซ้อนของไฮโดรควิโนนจนได้ นั่นคือ จุดด่างขาวจุดเล็ก ๆ และรอยดำไหม้เกรียมที่เพิ่มมากขึ้นหลังใช้ไฮโดรควิโนนที่มีความเข้มข้นสูง ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ จุดด่างขาวเล็ก ๆ เกิดจากไฮโดรควิโนนในความเข้มข้นสูงทำลายเซลล์สร้างสี และถ้าใช้ไฮโดรควิโนนความเข้มข้นสูงเป็นเวลานาน ๆ จะกลายเป็นรอยดำไหม้เกรียมที่ติดถาวร เกิดจากไฮโดรควิโนนที่เปลี่ยนแปลงไปจับตัวกับเส้นใยคอลลาเจน ทำให้กลายเป็นเส้นหรือแท่งสีน้ำตาลขึ้นมา สะสมกันเป็นจำนวนมาก เช้าก็กลายเป็นสีดำคล้ายฝ้า และต่อไปไม่ว่ายาแก้ฝ้าชนิดใดก็รักษาไม่ได้

Read the rest of this entry »

การป้องกันฝ้า

Sun Protective Factor SPF

Sun Protective Factor SPF

การป้องกันฝ้า
ฝ้าเป็นโรคทางผิวหนัง ที่ใช้เวลาในการรักษาค่อนข้างนาน และมีโอกาสกลับมาเป็นใหม่ได้อีก เนื่องจากปัจจัยหลายอย่างและสาเหตุข้างต้น ซึ่งหลีกเลี่ยงได้ยาก การป้องกันการเกิดฝ้า หรือ กลับมาเกิดฝ้าใหม่ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ดังนี้

1.โฟมล้างหน้า หรือเจลล้างหน้า ควรเลือกล้างหน้าด้วยโฟม หรือเจล ที่เหมาะกับผิวแห้ง เพื่อป้องกันผิวแห้งมากขึ้น

2.ครีมกันแดด ถือว่าเป็นเครื่องสำอางพื้นฐานที่ต้องใช้ตลอดเวลา เนื่องจากมีการวิจัยแล้วว่า แสงแดดนอกจากทำให้เกิดฝ้าแล้ว ยังทำให้เกิดริ้วรอยแก่ก่อนวัย การเลือกใช้ครีมกันแดด นอกจากจะต้องเหมาะกับผิวแล้ว ควรคำนึงถึงประสิทธิภาพของครีมกันแดดด้วย (Sun Protective Factor SPF หมายถึง เมื่อทาครีมกันแดดแล้ว จะสามารถถูกแสงแดดได้นานกว่าผิวหนังที่ไม่ได้ทาครีมกันแดดเป็นกี่เท่า) สำหรับผู้ที่เป็นฝ้า ควรเลือกครีมกันแดด ที่มีค่า SPF> 25 และมีส่วนผสมของครีมบำรุง แต่ต้องไม่มันมาก

3.ครีมปรับสภาพผิว อาจอยู่ในรูปของ BHA Creams,AHA gel,BHA gel หรือครีมบำรุงอย่างอื่น เพื่อช่วยปรับสภาพผิวหน้า ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวให้กลับมาปกติ

4. ครีมบำรุง การบำรุงผิวหน้าตั้งแต่วัยเยาว์ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี การเลือกครีมที่มีส่วนผสมของ วิตามินเอ ซี อี หรือ EPO พบว่ามีส่วนช่วยในการป้องกันริ้วรอยได้

5.โภชนาการและยาบำรุง ควรรับประทานผัก ผลไม้ ที่มีคุณค่าทางวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินซี เพราะพบว่านอกจากป้องกันการเกิดโรคหวัดแล้ว ยังใช้รักษาฝ้าได้ด้วย แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานวิตามินซี(เม็ด) วันละ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ควบคู่กับวิตามินอี 1,200 ยูนิตต่อวัน

Antif-A ครีมทาฝ้า

MUSIN : มูซิน ครีมหอยทาก

Antif-A ครีมทาฝ้า

Antif-UV ครีมกันแดด